
มหาดไทยร่วมไทย–EU หารือยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการดูแลผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา
วันที่ 17 ส.ค. 69) นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายทรงกลด ขาวแจ้ง ผอ.กปยน.ตท.สป. และนายนภัทรพล วาณิชเสนี นวท.ชก. เข้าร่วมการหารือระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือด้าน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ การให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) ณ กระทรวงการต่างประเทศ
ในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ประชุมได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือจากการตอบโต้เหตุภัยพิบัติไปสู่การป้องกัน การคาดการณ์ และการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System) การดำเนินการล่วงหน้าก่อนเกิดภัย (Anticipatory Action) ตลอดจนการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ EU ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการเสริมสร้างความพร้อมของชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ โดย EU เสนอให้เชื่อมโยง ปภ. กับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพด้านการเตรียมพร้อมรับภัย รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากกลไกคุ้มครองพลเรือนของสหภาพยุโรป (EU Civil Protection Mechanism) สำหรับการรับมือไฟป่า ตลอดจนการใช้ข้อมูลดาวเทียม Copernicus สนับสนุนการติดตามพื้นที่เกิดไฟ พื้นที่ถูกเผาไหม้ หมอกควัน และความเสี่ยงจากภัยพิบัติอื่น ๆ
สำหรับประเด็น ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลไทยในการค่อย ๆ ขับเคลื่อนจากการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการเข้าถึงการจ้างงาน ควบคู่กับการคงไว้ซึ่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นและการส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามในฐานะแนวทางเสริม
ทั้งนี้ ภายหลังประเทศไทยเริ่มดำเนินนโยบายอนุญาตให้ ผภร. ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าความร่วมมือกับ EU สามารถต่อยอดได้ทั้งการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การจับคู่ตำแหน่งงานกับนายจ้าง การสนับสนุนบริการพื้นฐานด้านการศึกษา สุขภาพ ที่พักพิงและสุขาภิบาล ตลอดจนการเพิ่มโอกาสในการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม
ฝ่ายสหภาพยุโรปได้ยืนยันถึงความสำคัญของความร่วมมือกับประเทศไทยในการรับมือผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ในเมียนมา โดยระบุว่า EU ให้การสนับสนุน ผภร. ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1995 และพร้อมสนับสนุนแนวทางที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือ และสร้างประโยชน์ร่วมให้แก่ชุมชนไทยในพื้นที่รองรับ
กระทรวงมหาดไทยเห็นว่า ความร่วมมือทั้งสองด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากภัยพิบัติและผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาระบบเตือนภัย การเตรียมความพร้อมของพื้นที่และชุมชน ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของ ผภร. ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้าง “ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของพื้นที่ชายแดน” (Border Resilience) อย่างยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่